ฟิลิปส์เตือนภัยอันตรายด้านสุขภาพที่เกิดจากภาวะการนอนที่ผิดปกติ

พฤศจิกายน 11, 2552

มีการประเมินว่า 80-90% ของผู้ที่มีภาวะการนอนที่ผิดปกติไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคแม้ว่าอาการปรากฏชัดเจน[1]

ผู้ที่ไม่รับการรักษาโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปอาจจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นโรคร้ายแรงที่มีผลกระทบในเชิงลบต่อประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิต

ผู้ชายวัยกลางคนประมาณ 4.1-7.5 เปอร์เซ็นต์และผู้หญิงวัยกลางคนประมาณ 2.1 – 3.2 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียมีภาวะโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ[2]

 

กรุงเทพบริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอให้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(Obstructive Sleep Apnea: OSA) นับเป็นความผิดปกติด้านการนอนชนิดหนึ่งที่พบเห็นมากที่สุดทั่วโลก โดยคาดว่าประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในโลกกำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้อยู่[3] อาการของโรคนี้คือการหยุดหายใจเป็นพักๆ ในช่วงระหว่างนอนหลับ  โรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน  และเมื่อเร็วๆนี้ มีรายงานผลงานการวิจัยพบว่าภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง  เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  หัวใจวาย โรคหลอดเลือดในสมอง และอื่นๆ มากยิ่งขึ้น

คนส่วนใหญ่ไม่ได้พบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากภาวะการนอนที่ผิดปกติ   ผู้ที่มีอาการโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) ระดับปานกลางและรุนแรงบ่อยครั้งแสดงอาการหลายอย่าง เช่น มีเสียงกรนที่ดัง หายใจเฮือกหรือสำลักกรนระหว่างนอนหลับ และง่วงนอนมากเกินไปในช่วงกลางวัน  อย่างไรก็ตามมีเพียงผู้ป่วยบางส่วนเท่านั้นที่เข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกวิธี ในเอเชีย ผู้ชายวัยกลางคนประมาณ 4.1-7.5 เปอร์เซ็นต์และผู้หญิงวัยกลางคนประมาณ 2.1 – 3.2 เปอร์เซ็นต์[4] ที่มีโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ (OSA) ดังนั้นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อก่อให้เกิดการรักษาอย่างถูกวิธีและลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายอื่นๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) 

นาย  ปีเตอร์ ไวท์ รองประธาน ฟิลิปส์ เรสไพรอนิกส์ เอเชีย แปซิฟิก กล่าวการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตในปัจจุบันส่งผลให้คุณภาพการนอนของคนถดถอยตามไปด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดจากการทำงาน  ความกังวลด้านการเงิน หรือการบริโภคอาหารที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้นมีผู้ป่วยเพียง 1 ใน 7 คนที่มีโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) ที่เข้ารับการรักษา ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการนอนหลับอย่างจริงจัง

การนอนหลับเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์,” นาย ไวท์ กล่าวมีการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมาจากการนอนหลับไม่เพียงพออย่างมาก การอดนอนเรื้อรังส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล  นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมหรือบนท้องถนนอีกด้วย   การอดนอนยังอาจมีผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น  และอาจนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง และแม้กระทั่งโรคหัวใจวาย

จากผลวิจัยโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) ในกลุ่มพนักงานขับรถของโรงพยาบาลพบว่า ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ[5]

ผู้ที่มีโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ(OSA) มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 2-3 เท่าของคนปกติ[6]  และมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองมากกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะดังกล่าว[7] การศึกษาเพิ่มเติมพบว่าโรคเบาหวานชนิด 2 ถูกพบมากขึ้นในผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นแม้ว่าบุคคลนั้นไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น[8]

ศาสตราจารย์  นพ.ชัยรัตน์    นิรันตรัตน์ หัวหน้าภาควิชาโสต ศอ นา สิก วิทยา  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่าในประเทศไทย การที่ประชากรมีอายุยืนขึ้น มีโรคอ้วน สูบบุหรี่ และใช้ยานอนหลับ ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องทำให้เกิดการกรนจนเป็นนิสัย ซึ่งการกรนนี้เป็นอาการหนึ่งของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น

การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฟิลิปส์ใน 5 ประเทศทั่วโลก[9]  พบว่ามีการตระหนักถึงภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นค่อนข้างดีว่าเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ แต่มีสถิติแสดงให้เห็นว่า หนึ่งในสามของคนเหล่านี้คิดเพียงว่าเป็นแค่อาการกรน ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วการกรนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักก่อให้เกิดโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ ในขณะที่เกือบ 2 ใน 3 รู้สึกว่าการกรนเป็นเพียงแค่ความไม่สะดวกสบายเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องจัดการอะไร   การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นและความผิดปกติอื่นๆ ด้านการนอนซึ่งไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจังจากผู้ที่มีภาวะเหล่านี้

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นสามารถวินิจฉัยได้ง่ายแค่เพียงประเมินจากคำบอกเล่าอาการและตัวบ่งชี้อาการจากผู้ป่วย  หากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ผู้ป่วยจะถูกวินิจฉัยโรคด้วยการศึกษาการนอนหรือที่เรียกกันว่า polysomnogram หรือ PSG เพื่อยืนยันชนิดและความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับรวมถึงวิธีการบำบัดรักษาที่เหมาะสม

เมื่อภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของอาการของผู้ป่วย   โซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคนี้คือ เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) เป็นวิธีที่ไม่ต้องต่อท่อช่วยหายใจ ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นหนึ่งวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกต่อเนื่องจะปล่อยแรงดันลมแบบเบาผ่านหน้ากากเข้าสู่จมูกเพื่อป้องกันการตีบของทางเดินหายใจ ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจอย่างเต็มที่ระหว่างนอนหลับ   เครื่อง CPAP นี้ ได้รับการออกแบบมาให้สามารถช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยระหว่างการรักษามากยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์  นพ.ชัยรัตน์    กล่าวว่า “เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาด้านสุขภาพอย่างร้อนแรง ถ้าเราไม่ได้มีการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นจะตื่นขึ้นมาเพื่อหายใจบ่อยครั้งในระหว่างการนอนหลับ ทำให้ไม่สามารถมีเวลานอนหลับได้อย่างเพียงพอ ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาประมาณ 30 นาทีใน 1 ชั่วโมงเนื่องจากเกิดการหยุดหายใจชั่วคราว เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP) จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นได้อย่างมาก ซึ่งยังส่งผลให้ผู้ใช้มีพลังงานเพิ่มขึ้น ลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองและโรคหัวใจวาย”

 “ในฐานะที่เป็นผู้นำในตลาดการจัดการด้านการนอนหลับและการรักษาโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ ฟิลิปส์มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์รักษาโรคเกี่ยวกับการนอนที่สามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยยอมเข้ารับการรักษาโรคการหยุดหายใจจากภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นขณะนอนหลับฟิลิปส์เสนอความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นเพื่อให้การนอนและคุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นนายเวน สปีทเติล รองประธานและประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจเพื่อการแพทย์และการดูแลสุขภาพฟิลิปส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มธุรกิจเพื่อการแพทย์และการดูแลสุขภาพฟิลิปส์ คือ การเป็นผู้นำในตลาดดูแลสุขภาพที่บ้านซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง   ฟิลิปส์ได้ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์อย่างลึกซึ้งเข้ากับความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค จนทำให้ฟิลิปส์สามารถนำเสนอบทสรุปเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านการแพทย์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   วันนี้ ฟิลิปส์ได้นำเสนอบริการครบวงจรของการดูแลสุขภาพ   เรากำลังเชื่อมโยงการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลสู่บ้าน

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นางสาวเรดิกา โชคเซ

Corporate Communications

บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ เอเชีย แปซิฟิก

โทร +852 6110 2776

 

นายพงษ์ศักดิ์ แสงรัตนชัยกุล

Brand Management and Corporate Communications Manager

บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

โทร.02-6143528



[1]American Family Physician, January 15, 2002 (http://www.aafp.org/afp/20020115/229.html)

[2] Obstructive Sleep Apnea in Asia, Lam B; Lam DC; Ip MS, Department of Medicine, Queen Mary Hospital, University of Hong Kong (http://bremedi.com/documents/34.html)

[3] Surgical Treatment of Snoring and Obstructive Sleep Apnea: ENT Perspective, Paraya Assanasen, MD., Wish Banhiran, M.D., Choakchai Metheetrairut, M.d. (http:www.rcot.org/pdf/679-683_Specilssue_paraya.pdf)

[4] Obstructive Sleep Apnea in Asia, Lam B; Lam DC; Ip MS, Department of Medicine, Queen Mary Hospital, University of Hong Kong (http://bremedi.com/documents/34.html)

[5] The prevalence of obstructive sleep apnea among professional hospital drivers, Sompradeekul, S., Maranetra, N., Naruman, C., Nana, A.
(http://www.cababstractsplus.org/abstracts/Abstract.aspx?AcNo=20033131021)

[6] Peppard, et al., NEJM 2000:342:1378-1384

[7] Goldstein, L.B., et al.,  Stroke 2006:371583-1633; Yaggi, H.K., et al., NEJM 2005:353: 2034-2041; Arzt, M., et al., AJRCCM 2005:172:1447-1451

[8] Reichmuth, et al., AJCRRCM 2005:172:1590-1595

[9] Based on results of study of 2,513 people conducted by Philips Royal Electronics in the UK, USA, the Netherlands, Germany and Japan announced on May 18, 2009

 


©2004- Koninklijke Philips Electronics N.V. All rights reserved.